GWM ผู้ท้าชิงรายใหม่ในตลาดเมืองไทย

สำหรับ GWM-Great Wall Motors ถือเป็นค่ายรถยนต์จากประเทศจีนที่กำลังจะก้าวเข้าสู่วงการยานยนต์เมืองไทย ด้วยการซื้อศูนย์ผลิตของ General Motors ในจังหวัดระยอง เพื่อเป็นฐานการผลิต, ส่งออกในภูมิภาคอาเซียนและจำหน่ายในประเทศไทยอีกด้วย ทำไมทีมงาน GT-R Maxx เลือกมาเขียนก็เพราะความไม่ธรรมดาของค่ายนี้ที่หลายๆคนยังไม่รู้นั่นเองครับ

p_page_img11

Great Wall Motors ถือเป็นผู้ผลิตรถยนต์จีนอันดับต้นๆ ที่มีมาตรฐานและมีคุณภาพของจีนยี่ห้อหนึ่ง ที่มีจำหน่ายไปมากกว่า 80 ประเทศทั่วโลก มีรถหลากหลายรุ่นที่ตอบสนองความต้องการหลากเซ็คเม้น แต่น่าเสียดายที่ค่ายนี้ ยังขาดกลุ่มรถนั่งแบบซีดานและรถกลุ่มแฮชแบคเท่านั้น

 

Great Wall Motors มีแบรนด์ย่อยอีก 4 แบรนด์ อาทิ

page6_1

  • HAVAL เป็นแบรนด์ที่เน้นการทำตลาดในกลุ่มรถอเนกประสงค์ (Crossover SUV) เป็นหลัก อาทิ โมเดล H2 รถแบบ Subcompact Crossover, H6 (Crossover SUV) ที่มีการแตกรุ่นย่อยทั้ง H6 และ H6 Coupe และ H9 SUV ขนาดกลาง เป็นต้น

page8_1

  • P-Serie คอนเซ็ปต์ของกระบะรุ่นนี้จะยึดหลัก 3 P คือ Peak – Power – Perfect เป็นแบรนด์ที่น่าจับตามองที่สุด เพราะเน้นไปที่่รถกระบะเป็นหลัก โมเดลแรกที่เปิดตัวในปี 2019 คือ P 71 มีรุ่นย่อย 3 รุ่น คือ  และโมเดลนี้จะเป็นหนึ่งในโมเดลที่เข้ามาทำตลาดในไทย เพราะรุ่นนี้จะมาพร้อมกับเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร เทอร์โบ 141 แรงม้า แรงบิด 305 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด

page9_1

  • ORA เปิดตัวด้วยรุ่น R1 รถไฟฟ้ารุ่นแรกที่มีขนาดกะทัดรัด เน้นการใช้งานในเมืองเป็นหลัก เปิดตัวรุ่นแรกในปี 2018 ด้วยรุ่น R1รถไฟฟ้าที่สามารถวิ่งได้ไกลถึง 300 กิโลเมตร

page4_1

  • WEY ชื่อของแบรนด์นี้ก็มาจากชื่อของ CEO –  Jack WEY จะเน้นไปที่รถ Premium Crossover SUV เป็นหลัก โมเดลที่มีในปัจจุบันคือ รุ่นเล็กที่สุด VV5 แบบ Compact Crossover ขยับขึ้นมาเป็น VV7, VV7 GT พรีเมี่ยม SUV ที่มาพร้อมกับเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร เทอร์โบชาร์จพร้อมเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด ส่วนรุ่น P8 จะเป็น Crossover ลูกผสมแบบ Plug-in Hybrid ที่ขับเคลื่อน 4 ล้อ ทำตัวสิ้นเปลืองเฉลี่ย 2.3 ลิตร/100 กิโลเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. อยู่ที่ 6.5 วินาที

p_page_img22

นอกจากนั้น Greart Wall Motors ไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตรถยนต์เท่านั้น ยังมีทีมโรงงานที่ส่งรถแข่ง ร่วมการแข่งขันระดับโลกรายการ Dakar Rally ตั้งแต่ปี 2010 กับรถ Haval SUV ที่พัฒนาต่อยอดมาจาก HAVAL H3 เวอร์ชั่นสแตนดาร์ด ได้รับการโมดิฟายตัวรถให้เหมาะกับการลุยทะเลทราย ช่วงล่างถูกยกสูงพร้อมกับติดตั้งล้ออัลลอยและยางที่รองรับการขับขี่ทุกรูปแบบ ในปีนั้น Haval ผ่านเส้นทางหฤโหด 16 วันในอาเจนตินา-ชิลี มากกว่า 9,300 กิโลเมตรกับช่วงทดสอบพิเศษอีก 6,000 กิโลเมตร ในที่สุด Haval SUV ก็จบในอันดับที่ 22 จากทั้งหมด 140 คัน ในรุ่น Overall โดยอัตราส่วนรถแข่งที่ได้รับรางวัลหรือจบการแข่งมีเพียง 55 คันหรือ 39% เท่านั้น

HAVAL-Taklimakan-Rally-923x675

 จากนั้นปี 2012 Haval ร่วมการแข่งขัน Rally Dakar เป็นปีที่ 2 ในปีนั้น Haval ทำผลงานได้ดีขึ้น รถที่ร่วมแข่งขันในปีนั้นมีทั้งหมด 170 คัน Haval จบในอันดับที่ 6 จากทั้งหมด 78 คันที่จบการแข่งขัน และในปี 2013 เป็นปีสุดท้ายของ Haval SUV H3 ที่ยังคงรักษาอันดับที่ 6 เมื่อจบการแข่งขันครบ 15 วัน ปี 2014-2015 เป็นการเริ่มต้นของรถแข่งรุ่นใหม่อย่าง Haval SUV H6 ที่ยังรักษาตำแหน่งติด 1 ใน 10 ของรถแข่งในคลาสรถยนต์อย่างเหนียวแน่น นี่เป็นการพิสูจน์สมรรถนะของ Haval SUV ที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล เป็นขุมพลังในการฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ รวมไปถึงระบบส่งกำลัง 4WD และระบบช่วงล่างที่ทนทานอย่างแน่นอน ที่จะเข้ามาแน่นอนว่าจะต้องมีรถกระบะอย่างน้อย 1 รุ่น, Crossover SUV อีก 1 รุ่น ต้องมาดูในอนาคตของ Great Wall Motor ว่าจะมาในทิศทางไหน

HAVAL-rally-driving

ที่มาข้อมูลและภาพ gwm-global.com

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติ HTML เหล่านี้ได้: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>