ฮอนด้า อุ่นเครื่องพาสื่อมวลชนทดสอบสมรรถนะเครื่องยนต์ i-DTEC DIESEL TURBO
พร้อมระบบเกียร์อัตโนมัติ
9 สปีด ครั้งแรกของประเทศไทยใน “ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่”
ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต

1

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด พาคณะสื่อมวลชนทดสอบสมรรถนะของเครื่องยนต์ i-DTEC DIESEL TURBO ที่มาพร้อมระบบเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด ณ สนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ โดยนับเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่ฮอนด้าจะได้แนะนำเครื่องยนต์และระบบเกียร์อัตโนมัติใหม่ ในยนตรกรรมสปอร์ตเอนกประสงค์ระดับพรีเมียม “ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ เจเนอเรชั่นที่ 5” ซึ่งเตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทย 24 มีนาคม นี้  

เครื่องยนต์ i-DTEC DIESEL TURBO 4 สูบ ขนาด 1.6 ลิตร ได้รับการพัฒนาภายใต้เทคโนโลยีเอิร์ธดรีม (Earth Dreams Technology) ให้กำลังสูงสุด 160 แรงม้า ที่ 4,000 รอบต่อนาที ด้วยแรงบิดสูงสุดที่ 350 นิวตัน-เมตร ที่ 2,000 รอบต่อนาที ซึ่งเทียบเท่ากับเครื่องยนต์ดีเซลขนาดใหญ่ ผสานการทำงานกับระบบเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด ให้ทั้งอัตราเร่งและอัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยมสูงถึง 18.9 กิโลเมตร/ลิตร อีกทั้งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอัตราที่ต่ำเพียง 141 กรัม/กิโลเมตร จะติดตั้งอยู่ใน “ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่” โดยมาพร้อมอีกหนึ่งตัวเลือกกับเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.4 ลิตร และตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ด้วยเบาะนั่ง 3 แถว 7 ที่นั่ง ครบครันด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยและฟังก์ชั่นการใช้งานอันล้ำสมัย ทำให้ ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ เป็นยนตรกรรมเอสยูวีที่มีความพรีเมียมเหนือระดับมากกว่าทุกรุ่นที่ผ่านมา

12

โดย เครื่องยนต์ i-DTEC DIESEL TURBO มีหลักสำคัญในการทำงานของเครื่องยนต์ ดังนี้

  • สมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลัง
  • ระบบเทอร์โบชาร์จเจอร์ 2 จังหวะ (2-stage Turbocharger)

ผสานการทำงานอย่างชาญฉลาด ด้วยการควบคุมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่รวดเร็วและแม่นยำเพื่อให้การตอบสนองทั้งกำลังแรงบิดและอัตราเร่งได้อย่างเต็มประสิทธิภาพในทุกการขับขี่ ประกอบด้วยเทอร์โบชาร์จเจอร์ที่ทำงานในช่วงแรงดันสูง (High Pressure Turbo) และเทอร์โบชาร์จเจอร์ที่ทำงานในช่วงแรงดันต่ำ (Low Pressure Turbo) โดยจะทำงานร่วมกันตั้งแต่รอบต้นที่ต้องการอัตราเร่งเพื่อใช้ในการออกตัว ซึ่ง High Pressure Turbo มีการติดตั้ง Variable Geometry Turbocharger (VGT) เพื่อช่วยในการตอบสนองต่ออัตราเร่งที่รวดเร็วทันใจในช่วงรอบต้น ช่วยลดการสูญเสียกำลังของเครื่องยนต์โดยไม่จำเป็น อีกทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมัน เมื่อต้องการอัตราเร่งในช่วงความเร็วสูง Low Pressure Turbo ที่ควบคุมการทำงานผ่าน Waste gate Type Turbocharger จะช่วยเสริมการทำงานเพื่อให้ได้กำลังและแรงบิดที่สูงขึ้นในการขับขี่ โดย High Pressure Turbo และ Low Pressure Turbo จะมีการสลับการทำงานในช่วงกลางที่ความเร็วคงที่ เมื่อระบบทำงานผสานกัน จะให้ประสิทธิภาพเพื่อการเผาไหม้อย่างสูงสุด

  • การระบายความร้อนของไอดี (Intercooler)

ระบบจะทำหน้าที่ระบายความร้อนของไอดีที่ถูกอัดมาจากการทำงานของเทอร์โบชารจ์เจอร์ซึ่งมีความร้อนสูงให้เย็นตัวลงก่อนที่จะผ่านเข้าห้องเผาไหม้ ทำให้มวลอากาศโดยรวมเล็กลง เพื่อนำอากาศเข้าสู่ห้องเผาไหม้ได้ปริมาณที่มากขึ้น ทำให้การเผาไหม้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

  • ระบบการจ่ายน้ำมันแบบรางร่วม (Common Rail)

ระบบจะมีเซ็นเซอร์ตรวจจับแรงดันน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อช่วยควบคุมแรงดันในรางให้เหมาะสม ด้วยการคำนวณรอบเครื่อง ปริมาณการฉีดน้ำมัน อุณหภูมิ และไอเสีย ทำให้การฉีดน้ำมันจากหัวฉีดทุกตัวมีความเสถียร และเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงอีกด้วย

  • ระบบหัวฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงแบบหลายจุด (Multi Injection)

ระบบหัวฉีดน้ำมันจะทำงานแปรผันให้เหมาะสมกับรอบการทำงานของเครื่องยนต์ โดยจะคำนวณปริมาณและจังหวะในการฉีดน้ำมันกับการทำงานของรอบเครื่องในขณะขับขี่ ให้ใช้เชื้อเพลิงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยในเรื่องอัตราประหยัดน้ำมันและลดการสั่นสะเทือนจากการทำงานของเครื่องยนต์

  • อัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม
  • ระบบหยุดการทำงานของเครื่องยนต์ในรอบเดินเบา (Idle Stop System)

ระบบจะลดการทำงานของเครื่องยนต์ที่ไม่จำเป็น โดยเครื่องยนต์จะหยุดการทำงานโดยอัตโนมัติขณะที่รถจอดนิ่ง และระบบจะสตาร์ทเครื่องยนต์อีกครั้ง เมื่อปล่อยเบรกหรือเหยียบคันเร่งในกรณีที่ระบบ Brake Hold ทำงาน ช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงและช่วยให้ประหยัดน้ำมันมากขึ้น

  • เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  • ระบบหมุนเวียนไอเสีย (Exhaust Gas Recirculation System – EGR)

ระบบหมุนเวียนไอเสียจะถูกควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่มีความแม่นยำสูง เพื่อนำไอเสียกลับมาในระบบเผาไหม้อีกครั้ง เพื่อช่วยให้ไอดีมีอุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับการจุดระเบิด ทำให้เกิดการเผาไหม้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งลดการปล่อยมลพิษออกจากตัวรถและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

  • ตัวกรองอนุภาคไอเสียดีเซล (Diesel Particulate Filter – DPF)

ตัวกรองจะทำหน้าที่ดักจับเขม่าของน้ำมันที่ออกมากับไอเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าตัวกรองอากาศเขม่าทั่วไป ทำให้มั่นใจในการควบคุมการปล่อยไอเสียให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากที่สุด การพัฒนาภายใต้เทคโนโลยีเอิร์ธดรีม (Earth Dreams Technology) ของทั้งเครื่องยนต์ i-DTEC DIESEL TURBO ซึ่งมาพร้อมระบบเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด ได้รับการออกแบบให้มีอัตราทดเกียร์ที่รองรับการใช้งานจริงในทุกสภาพการขับขี่ ด้วยอัตราทดเกียร์ที่มากขึ้นถึง 9 สปีด จะช่วยลดภาระการทำงานของเครื่องยนต์ ให้อัตราเร่งที่ดีตั้งแต่การออกตัว ตอบสนองต่อการขับขี่และการเปลี่ยนเกียร์อย่างนุ่มนวล  พร้อมช่วยลดเสียงรบกวนขณะขับขี่และให้การประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม

เมื่อต้องการกำลังในการเร่ง โดยผู้ขับขี่กดคันเร่งเพิ่ม ระบบจะคำนวณอัตราทดเกียร์เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนเกียร์แบบก้าวกระโดดจากเกียร์ 9 มายังเกียร์ 5 และจากเกียร์ 7 มาเกียร์ 4 โดยไม่ต้องไล่ระดับ ซึ่งรวมถึงการเปลี่ยนเกียร์ 2 ระดับ หรือ 1 ระดับ รูปแบบอื่นๆ ด้วย ทั้งนี้ การเปลี่ยนเกียร์ในรูปแบบอื่นๆ ยังคงต้องอาศัยการทำงานที่ต่อเนื่อง ผ่านการไล่ระดับเกียร์เพื่อเปลี่ยนเกียร์ไปยังระดับที่ต้องการได้

ทั้งนี้ ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ ยังมาพร้อมกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ E-DPS ใหม่ ทำงานโดยเปลี่ยนการควบคุมการส่งกำลังไปยังล้อหลังด้วยระบบไฟฟ้า ตอบสนองการทำงานได้รวดเร็วพร้อมกับให้แรงบิดที่ล้อหลังสูงขึ้น อีกทั้งเพิ่มความแม่นยำของการปรับแรงบิดที่ล้อหน้าและล้อหลังให้สมดุล พร้อมด้วยระบบเพิ่มความคล่องตัวในการขับขี่ (Agile Handling Assist – AHA) และระบบช่วยควบคุมการบังคับพวงมาลัย (Motion-Adaptive Electric Power Steering – MA – EPS) ให้การทรงตัวขณะขับขี่ที่ดีเยี่ยม ทั้งในการเข้าโค้ง หรือทางลาดชัน เป็นต้น

โดยการแนะนำ เครื่องยนต์ i-DTEC DIESEL TURBO ใน ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ ครั้งนี้ จะทำให้ ฮอนด้า
ซีอาร์-วี ใหม่ มีสมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลังแต่ยังคงไว้ซึ่งอัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

First Impression

ต้องบอกว่ารู้สึกประทับใจไม่น้อยกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ CR-V ในครั้งนี้ ต้องถือว่าเป็นเกรดพรีเมี่ยมจริงๆ ในเรื่องของการออกแบบภายนอกและภายในตลอดวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการประกอบ แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งความเป็นฮอนด้า แบบว่าเอาโลโก้ก็ยังรู้ว่ารถยี่ห้ออะไร ซึ่ง CR-V นั้นก็เริ่มผลิตมาตั้งแต่ปี 1996 มาจนถึงปีนี้รุ่นนี้ก็นับว่าเป็น Gen.5 แล้ว และมีผู้นิยมใช้รถรุ่นนี้มากถึง 8.3 million units ก็แสดงว่าฮอนด้าประสบความสำเร็จกับรถรุ่นนี้เป็นอย่างมาก ครั้งนี้เรามาสัมผัสกันที่สนามช้างฯ มาทดสอบแบบลึกลับนิดหน่อย ซึ่งจะมีรถวางเป็นดิสเพลให้นักข่าวได้ชมกัน 1 คัน และขับทดสอบรอบสนามจำนวนสองรอบอีก 1 คัน ผมก็จะอธิบายแบบคร่าวๆ ให้ได้ทราบกัน จนกว่าจะถึงวันเปิดตัวแบบเป็นทางการ แล้วเราคงได้ลุยกันเต็มๆ

5 6

ความเปลี่ยนแปลงของรุ่นนี้มีอะไรบ้าง เริ่มจากชุดไฟทั้งหมดรอบคันก็จะปรับเป็น LED แล้วทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้า ไฟหรี่ ไฟท้าย ซึ่งก็ให้ความสวยงามหรูหราได้เป็นอย่างดี เส้นสายตัวรถก็มองรู้ว่าเป็น CR-V แน่นอน รูปร่างภายนอกคงไม่พูดถึงเยอะเพราะแล้วแต่คนชอบล่ะกัน ล้อลายใหม่ขอบ 18 นิ้วพร้อมยางขนาด 235/60R18 

10 11

ภายในมีการออกแบบที่หรูหราและพรีเมี่ยมขึ้นมากๆ จากรุ่นที่แล้ว กว้างขวางและนั่งสบาย ที่สำคัญมีเบาะแถว3 มาให้เรียบร้อย ผมไปลองนั่งดูแล้วก็ต้องบอกตามตรงว่าคงนั่งได้ระยะไม่ไกล น่าจะเหมาะกับคนตัวเล็กๆ หรือว่าเด็กมากกว่า ผมสูง 170 เหลือช่องว่างบนหัวประมาณไม่เกินฝ่ามือ จุดเด่นของภายในมองว่าอยู่ที่คอลโซลหน้า มาตราวัดต่างๆ แบบสามช่องดิจิตอลดูเรียบง่ายได้สวยงามดี ซ้ายบอกระดับความร้อน ขวาบอกระดับน้ำมัน ตรงกลางบอกทุกอย่างของรถ สปีด วัดรอบ รายละเอียดในการใช้รถต่างๆ พวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชั่น ควบคุมเครื่องเสียงและครูซคอลโทรล แต่ความหล่อจริงๆ จะอยู่ตรงนี้ ไม่มีคันเกียร์แล้วในรุ่นของเครื่องดีเซล (เครื่อง 2.4 ลิตร ยังมีคันเกียร์เหมือนเดิม) จะมาเป็นแบบ Advanced Smart Operation เป็นปุ่มกดเดินหน้า ถอยหลัง แบบง่ายและสบายสุดๆ ไว้จะมาอธิบายในคลิปตอนเปิดตัวล่ะกัน

ทางด้านเครื่องยนต์บล็อกใหม่ของ All New Honda CR-V จะมีเครื่องยนต์ดีเซล i-Dtec เป็นอีก 1 ทางเลือกนอกจากเครื่องยนต์ 2.4 ลิตร i-Vtec โดยเครื่องยนต์ดีเซลบล็อกใหม่จะใช้เครื่องยนต์ 4 สูบ ความจุ 1.6 ลิตร ที่พัฒนาภายใต้เทคโนโลยี Earth Dreams ให้พละกำลังสูงสุด 160 แรงม้า ที่ 4,000 รอบต่อนาที ส่วนแรงบิดสูงสุดที่ 350 นิวตันเมตร ที่ 2,000 รอบต่อนาที อัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ต่ำเพียง 141 กรัม/กิโลเมตร ซึ่งทำให้ตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองสูงสุดอยู่ที่ 18.9 กิโลเมตร/ลิตร โดยส่วนที่เสริมพละกำลังให้กับขุมพลัง i-Dtec 1.6 ลิตร ก็คือ เทอร์โบชาร์จ 2 จังหวะ (2-Stage Turbocharger) เป็นการควบคุมการทำงานแบบอิเล็กทรอนิคส์ ที่รวดเร็วและแม่นยำ ที่ตัวเทอร์โบจะประกอบไปด้วยเทอร์โบชาร์จที่ทำงานในช่วงแรงดันต่ำ (Low Pressure Turbo) และ เทอร์โบชาร์จเจอร์ ทำงานในช่วงแรงดันสูง (High Pressure Turbo) บูสต์สูงสุดอยู่ที่ 20 ปอนด์เท่านั้น โดยเทอร์โบชาร์จเจอร์แรงดันต่ำจะทำงานจนถึงรอบเครื่องยนต์ประมาณ 2,400 รอบตอ่นาที หลังจากนั้นเทอร์โบชาร์จเจอร์แรงดันสูงจะเริ่มทำงานตั้งแต่ 2,400 รอบเป็นต้นไป โดยจะมี VGT-Variable Geometry Turbocharger หรือเทอร์โบแปรผัน ช่วยลดการสูญเสียกำลังของเครื่องยนต์ ระบบหมุนเวียนไอเสีย (Exhaust Gas Recirculation – EGR) จะถูกควบคุมโดยอิเล็กทรอนิกส์เช่นกัน โดยการนำเอาไอเสียมาเผาไหม้อีกครั้งจะช่วยให้ไอดีมีอุณหภูมิที่เหมาะสมกับการจุดระเบิด ซึ่งจะทำให้การเผาไหม้สมบูรณ์ที่สุด เมื่อทำงานร่วมกับ ตัวกรองอนุภาคไอเสียดีเซล (DPF – Diesel Particulate Filter) จะทำหน้าที่ดักจับเขม่าที่ออกมากับไอเสียได้ละเอียดและมากกว่า ตัวกรองอากาศเขม่าทั่วไป ทำให้ไอเสียที่ออกมาน้อยที่สุดเพื่อเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

9

นอกจากนี้ระบบฉีดจ่ายเชื้อเพลิงมีส่วนสำคัญในการทำให้ เครื่องยนต์ 1.6 i-Dtec ทำงานได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด เริ่มจากการเชื้อเพลิงแบบรางรวม (Common Rail) ภายในรางจะมีเซ็นเซอร์ตรวจจับแรงดันเชื้อเพลิง เพื่อควบคุมแรงดันให้คงที่ โดยจะคำนวนการจ่ายเชื้เพลิงจาก รอบเครื่องยนต์, อุณหภูมิและไอเสีย รวมไปถึงหัวฉีดแบบหลายจุด (Multipoint Injection) จะทำงานแปรผันเพื่อให้การจ่ายเชื้อเพลิงสัมพันธ์ทุกย่านรอบเครื่องยนต์ โดยจะคำนวนปริมาณและจังหวะการจ่ายเชื้อเพลิงจากการขับขี่และจังหวะการเปิด-ปิดของลิ้นปีกผีเสื้อ จะช่วยในเรื่องการประหยัดน้ำมันและลดการสั่นสะเทือนของเครื่องยนต์ เมื่อทำงนร่วมกับ ระบบหยุดการทำงานของเครื่องยนต์ในรอบเดินเบา (Idle Stop System) ระบบนี้จะทำงานจะเมื่อรถจอดสนิท และทำงานอีกครั้งหลังจากปล่อยเบรกหรือเหยียบคันเร่ง ซึ่งจะช่วยให้ประหยัดเชื้อเพลิงมากขึ้น

7

และอีก 1 ไฮไลท์ของเครื่องยนต์ 1.6 i-Dtec นั่นก็คือระบบส่งกำลังชุดใหม่ เป็นเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด ที่พัฒนามาเพื่อการใช้งานหลากหลาย ให้จังหวะการเปลี่ยนเกียร์นุ่มนวล ช่วยลดภาระของเครื่องยนต์ ตอบสนองอัตราเร่งได้ทันใจ ในช่วงที่ต้องการอัตราเร่ง คิกส์ดาวน์ (Kick Down) ระบบส่งกำลังจะคำนวนอัตราทด เช่นเดินทางอยู่ในเกียร์ 9 และมีเหยียบคันเร่งเพื่อแซงระบบจะลดเกียร์ลงมาอยู่ที่ เกียร์ 5 โดยไม่ต้องผ่านเกียร์ 8-7-6 เป็นต้น เป็นการเปลี่ยนเกียร์แบบก้าวกระโดด ซึ่งตอนแรกก็ยังคิดว่าอาจจะมีอาการของการ Shift เกียร์แบบนี้ แต่พอไปขับในสนามจริงๆ ถือว่ามีการเปลี่ยนเกียร์ที่นุ่มมากและว่องไว กดคันเร่งปุ๊บเกียร์ก็ตอบสนองได้ทันที ถ้าถามผมจริงๆ ว่าแรงไหม ? ผมก็จะตอบจริงๆว่าเฉยๆ เครื่องยนต์ตัวนี้ 1600 ซีซี ถึงแม้ว่าจะเป็นเทอร์โบดีเซลก็จริง ก็อย่าเพิ่งคาดหวังเครื่องความแรงเร้าใจ เพราะเครื่องตัวนี้เทคโนโลยีดีมาก ฮอนด้าน่าจะเน้นไว้ใช้งานกับเครื่องของการประหยัดและได้ค่ามลพิษมากกว่า จึงเหมาะสำหรับการขับขี่ที่ต้องการความนุ่มนวลเรียบง่ายและทนทาน ให้ลืมเรื่องความแรงเร้าใจออกไปซะ หลายคนเดี๋ยวนี้พอบอกเป็นเทอร์โบก็ตื่นเต้นกันใหญ่ ฮ่าๆๆ ระบบช่วงล่างหน้าเป็นแบบ MacPherson Strut Type และด้านหลังเป็นแบบ E-Type Multilink และเซ็ทติ้งให้ความรู้สึกออกไปทางแนวนุ่มนวลไม่กระด้างและเงียบ พวงมาลัยก็แม่นยำเลี้ยวได้ตามระยะการหมุนได้ดี

2

ส่วนรุ่นที่ขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ E-DPS ระบบใหม่ ที่ควบคุมการส่งกำลังล้อหลังด้วยไฟฟ้า ทำให้ตอบสนองการทำงานได้อย่างรวดเร็ว กระจายแรงบิดที่ล้อหลังสูงขึ้น และเพิ่มความแม่นยำของการปรับแรงบิดล้อคู่หน้า-หลัง ได้อย่างลงตัว และเพิ่มระบบช่วยการควบคุมการบังคับพวงมาลัย (MA- ESP : Motion-Adaptive Electric Power Steering) ช่วยทรงตัวขับขับขี่ ในการเข้าโค้งและทางลาดชัน เพราะมีระบบใหม่ที่ฮอนด้านำมาใช้คือ AHA (Agile Handing Assist) ที่ช่วยในเรื่องของการขับขี่ทุกสภาพถนน ส่วนระบบเบรกก็เบาเท้า นุ่มนวล ไม่กดลึก ไม่หัวทิ่มตามสไตล์ของฮอนด้า  เอาตรงๆ ว่าผมจับอาการอะไรไม่ได้มากกว่านี้แล้วเพราะการขับก็ได้ประมาณสองรอบสนามซึ่งไม่น่าเกิน 5 นาที เดี๋ยวเอาไว้ทดสอบทริปใหญ่ของสื่อมวลชน คงจะได้น้ำได้เนื้อกว่านี้แน่นอน ก็ลองดู CR-V ตัวใหม่นี้ถือว่ารวมๆ ทำออกมาได้ดี และสำหรับรถรุ่นนี้ก็มีเครื่องยนต์แค่สองตัวเท่านั้นคือ เครื่องยนต์ 2.4 L เบนซิน ตัวเดิมเกียร์เดิม กับเครื่องยนต์ใหม่ดีเซล 1.6 L Turbo เท่านั้น ส่วนราคาต้องไปลุ้นกันหน้างานว่าจะออกมาที่เท่าไหร่ รับรองว่าร้องกรี๊ด…กันเลยทีเดียว

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติ HTML เหล่านี้ได้: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>