สัมผัสแรก!!! MG V80 Passenger Van น้องใหม่ที่น่าจับตามอง

MG V80 (17)

สำหรับตลาด Passenger Van มีความน่าสนใจไม่น้อยเพราะมีรถร่วมคลาสไม่มากนัก แต่ในครั้งนี้ที่ทีมงาน GT-R Maxx ได้มาลองสัมผัสเป็น Passenger Van รุ่นใหม่อย่าง MG V80 ที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการในงานมอเตอร์โชว์ครั้งที่ผ่านมา ในการเดินทางครั้งนี่ไม่ใช่การลองขับแต่อย่างใดแต่เป็นการสัมผัสตัวรถหรือการลองนั่งนี่แหละครับ เส้นทางกรุงเทพฯ-สุพรรณบุรี แต่ก่อนที่จะบอกว่าการนั่ง MG V80 จะเป็นอย่างไรลองมาดูรายละเอียดของตัวรถกันก่อนครับ

MG V80 (5)

โดยรูปลักษณ์ของ MG V80 เป็นรถที่ตอบโจทย์ครอบครัวใหญ่ที่เน้นการเดินทางเป็นหมู่ขณะ ตัวรถเป็นแบบ 11 ที่นั่ง ประตูสไลด์ 2 ฝั่งพร้อมบันไดไฟฟ้าเลื่อนออกมาทันทีที่เปิดประตูด้านข้าง ประตูบานหลังเปิดแบบ 50:50 ไฟหน้าเป็นแบบฮาโลเจน+Daytime Running Light อยู่ในโคมเดียวกัน ไฟท้ายเป็นแนวยาวยาว รวมไฟเบรค+ไฟเลี้ยว+ไฟถอย ไว้ในชุดเดียวกัน ส่วนไฟเบรกดวงที่ 3 อยู่ที่ประตูหลังบานซ้าย มาดูภายในห้องโดยสารจัดวางตำแหน่งเบาะนั่งอย่างลงตัว 2-2-3-4 โปร่งสามารถเดินจากแถวหน้าไปแถวหลังโดยไม่ติดซุ้มเกียร์ ระบบปรับอากาศแยกช่วยให้ห้องโดยสารเย็นอย่างทั่วถึง คอนโซลหน้าจัดวางอย่างลงตัว มาตรวัดต่างๆ อยู่รวมกันกลางคอนโซลถัดลงมาเป็นชุดเครื่องเสียงรองรับการเชื่อมต่อโทรศัพท์ผ่าน Bluetooth และพอร์ท USB ใกล้ๆกันเป็นตำแหน่งคันเกียร์ในรุ่นเกียร์อัตโนมัติ Selematic โหมดเกียร์ธรรมดา

MG V80 (32)

มิติตัวรถ

  • ความยาวของตัวรถ                           4,950 ม.ม.
  • ความกว้างของตัวรถ                          1,998 ม.ม.
  • ความสูงของตัวรถ                              2,132 ม.ม.
  • ระยะช่วงล้อ                                        3,100 ม.ม.
  • ระยะห่างล้อคู่หน้า/หลัง          1,734/1,728 ม.ม.
  • ความจุถังน้ำมัน                                        80 ลิตร
  • วงเลี้ยวแคบสุด                                       6.2 เมตร

MG V80 (61)
ทางด้านเครื่องยนต์ ของ MG V80 ใช้เครื่องยนต์ ดีเซลคอมมอนเรลเทอร์โบ 4 สูบ 16 วาล์ว ความจุ 2.5 ลิตร อัตราส่วนกำลังอัดอยู่ที่ 17.5:1 เครื่องยนต์บล็อกนี้ให้พละกำลังสูงสุดที่ 134 แรงม้า 3,800 รอบต่อนาที ส่วนแรงบิด 330 นิวตันเมตร ที่ 1,800-2,600 รอบต่อนาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 6 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ Selematic 6 สปีดพร้อมโหมดเกียร์ธรรมดา ขับเคลื่อนล้อหน้า ระบบช่วงล่าง ด้านหน้าแบบแมคฟฟอร์สันตรัท ส่วนด้านหลังแบบแหนบซ้อน พร้อมโช๊กอัพ และระบบเบรกหน้าดิสก์พร้อมช่องระบายความร้อม ด้านหลังดิสก์เบรกเช่นกัน ด้านระบบความปลอดภัยก็ติดตั้งมาให้ครบ อาทิ

 

  • โครงสร้างตัวถถังนิรภัย BFI – Body Frameless Integrared
  • ระบบตรวจสอบความผิดปกติของลมยาง TPMS – Tire Pressure Monitor System
  • ระบบ ESP – Electronic Stability Program ที่ประกอบไปด้วย ระบบป้องกันการล้อล็อค ABS (Anti-Lock Braking System), ระบบเสริมแรงเบรก EBD, ระบบเสริมแรงเบรก BAS ,ระบบควบคุมการทรงตัว VDC, ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี และ ป้องกันการลื่นไถล TCS, ระบบลดความเสี่ยงที่จะทำให้พลิกคว่ำ RMI, ระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน HHC,ระบบตรวจสอบความผิดปกติของแรงดันลมยาง TPMS, ถุงลมนิรภัยคู่หน้า 2 ตำแหน่ง, สัญญาณเตือนกะระยะช่วยจอดด้านหลัง, ระบบกุญแจ Immobilizer

MG V80 (93)

จากที่ได้กล่าวไปในตอนแรกว่าทริปนี้ไม่ใช่ทริปลองขับแต่เป็นทริปลองนั่งเพื่อสัมผัส ความเป็น Passenger Van รุ่นใหม่ ซึ่งหลายคนสอบถามมาตั้งแต่ช่วงเปิดตัวว่า คุ้มไหม, ขับดีรึเปล่า, นั่งสบายไหม วันนี้จะได้ไปลองกันครับ รุ่นที่ทีมงาน GT-R MAXx มาลองนั่งในครั้งนี้ เป็นรุ่นเกียร์อัตโนมัติ Selematic โดยเส้นทางนั้นก็เริ่มต้นจาก MG Driving Experience ย่านศรีนครินทร์ รับบรีฟเส้นทางและสเป็คตัวรถอย่างคร่าวๆ แรกพบสบตาตัวรถจากที่ดูภายนอกสูงโปร่งด้วยช่วงที่ค่อนข้างสูงทำให้คิดว่าน่าจะมีอาการโคลงบ้างแหละ ก้าวขึ้นรถภายในห้องโดยสารเดินถึงกันหมดตั้งแต่เบาะคนขับมาจนถึงเบาะนั่งแถวที่ 3 เพราะการเลือกเครื่องยนต์ขับเคลื่อนล้อหน้า ทำให้ตัดช่วงอุโมงค์เกียร์ออกไปทำให้ภายในห้องโดยสารของ MG V80 ดูโล่งโปร่งสบายนั่นเองครับ ที่นั่งแถวที่ 3 นั่งกำลังดี

MG V80 (89)

(เกือบลืมบอกไป ตัวรถที่ลองเป็นรถที่ได้หุ้มเบาะใหม่เป็นที่เรียบร้อยซึ่งจะต่างจากเวอร์ชั่น Standard) ให้ความสบายตลอดการเดินทาง เริ่มต้นการเดินทางโดยออกจาก MGD ก็ต้องผจญกับการจราจรในเมืองกรุงฯกันสักเล็กน้อย ด้วยรูปลักษณ์ดูสูงใหญ่แต่ไม่มีผลกับความคล่องตัวสามารถไหลผ่านการจราจรที่คับคั่งในเมืองได้คล่องตัว ขึ้นทางด่วนเพื่อออกนอกเมืองสิ่งที่เจอกันบ่อยๆคือรอยต่อถนน แต่กับ MG V80 เซ็ทช่วงล่างออกแข็งนิดๆแต่ไม่ถึงกับกระด้าง ก็เก็บอาการของรอยต่อถนนได้อยู่หมัด ส่วนกาารกรุกันเสียงลมก็มีเล็ดลอดเข้ามาบ้างเพราะกระจกบานหน้าที่ตั้งชัน ส่วนเสียงยางก็แทบไม่ได้ยินถือว่าเก็บเสียงได้เป็นอย่างดี ส่วนอาการของช่วงที่เซ็ทมาค่อนข้างแข็งเพราะต้องรองรับสมาชิก 11 คนพร้อมสัมภาระดังนั้นรถจะมีอาการกระเด้งหน่อยๆถ้านั่งกันน้อย

MG V80 (108)

GT-R Comment : หลังจากที่ได้ลูบๆคลำๆ ในงานมอเตอร์โชว์ที่ผ่านมา ก็เป็นรถอีกรุ่นนึงที่อยากลองนั่งเพราะด้วยความแตกต่างจากรุ่นอื่นตรงที่การเลือกใช้ระบบขับเคลื่อนล้อหน้าซึ่งต่างจากรุ่นอื่นที่ขับเคลื่อนล้อหลัง พอได้โอกาสมาลองนั่งความรู้สึกไม่แปลกหรือแตกต่างกัน แต่ในมุมคนขับอาจจะจับความรู้สึกได้ไม่มากก็น้อย ส่วนจุดที่อาจจะมีการปรับปรุงในอนาคตคือการวางเบาะนั่ง โดยรุ่นที่ออกจำหน่ายในปัจจุบัน มี 11 ที่นั่ง ถ้ามีผู้โดยสารเต็มความจุอาจจะดูเบียดๆกันสักหน่อย ในอนาคตอาจจะมีการเพิ่มรุ่น VIP หรือ Luxury ที่ลดจำนวนเบาะลงแล้วจัดวางตำแหน่งใหม่จะเพิ่มความสะดวกสบายให้กับสมาชิกที่เดินทางไปด้วยกัน หากใครที่กำลังมองหารถในคลาส Passenger Van ลองหาโอกาสไปสัมผัสและทดลองขับได้ที่โชว์รูมใกล้บ้านได้เลยครับ

ส่วนราคาของ MG V80

  • รุ่น 2.5L MT       988,000 บาท (เกียร์ธรรมดา 6 สปีด)
  • รุ่น 2.5L AT      1,038,000 บาท (เกียร์อัตโนมัติ Selematic 6 สปีด)

Image Gallery

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติ HTML เหล่านี้ได้: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>