First Impression : Hyundai Ioniq Electric รถไฟฟ้าจากฮุนได

IONIQ_0046

ทางเลือกนอกเหนือจาก Hybrid และ Plug in Hybrid คือ EV – Electric Vehicle รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 100% ซึ่งในอนาคตอันใกล้ทุกค่ายก็ปรัยมาเป็นรถไฟฟ้าเพราะด้วยปัจจัยหลายอย่าง อาทิ อัตราการคายไอเสียที่ เป็น 0 ส่วนอัตราเร่งการรอรอบน้อยกว่าเครื่องยนต์ เพราะแรงบิดมาทันทีที่กดคันเร่ง แถมการบำรุงรักษาต่ำกว่าเพราะชิ้นส่วนที่น้อยลง ครั้งนี้ทีมงาน GT-R Maxx มีโอกาสมาทดลองขับรถไฟฟ้าในชื่อรุ่นว่า Ioniq Electric (ไอออนิก อิเล็กทริค) เป็นรถไฟฟ้า 100% ในรุ่นของ Ioniq จะมีรุ่นหลักๆด้วยกัน 3 รุ่น คือ Hybrid, Plug in Hybrid และ Electric ซึ่งรุ่นที่เป็น EV นี่แหละครับที่เป็นรุ่นที่ทำตลาดในเมืองไทย

IONIQ_0002

รูปลักษณ์ภายนอกของ Hyundai Ioniq Electric เป็นแบบ Fastback การดีไซน์ตัวรถเป็นการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีและประสิทธิภาพ เส้นสายที่พริ้วไหวและสะอาดตา กระจังหน้าของตัวรถแบบปิดทึบเนื่องจากไม่มีส่วนของการระบายความร้อน ทำให้ค่าสัมประสิทธิแรงเสียดทานอยู่ที่ 0.24 cd ไฟหน้าเป็นแบบ LED Headlamps มาพร้อมกับ Daytime Running Light ช่วงท้ายรถจะลาดยาว โดยส่วนของฝากระโปรงหลังและกระจกหลังเป็นชิ้นเดียวกัน ด้านไฟท้ายเป็นแบบ LED บริเวณขายกันหน้าและกันชนหลัง รวมทั้งชายประตูทั้ง 4 บานตกแต่งด้วยสีทองแดง ที่สื่อถึงความเป็นรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า 

IONIQ_0012

ด้านภายในห้องโดยสารออกแบบในแนวคิด “Purified High-Tech” ที่เน้นควาเรียบง่าย ลื่นไหล แต่มีความปราณีต และใช้งานง่าย เน้นวัสดุที่ก่อให้เกิดผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมที่น้อยที่สุด วัสดุภายในเลือกใช้วัสดุจากธรรมชาติ เช่น หลังคาและพรมที่มีส่วนผสมจากต้นอ้อย ช่วยให้อากาศในห้องโดยสารบริสุทธิ์ ดีไซน์ให้ผู้โดนสารตอนหน้ามีความกว้างขวางเป็นพิเศษ บริเวณคอนโซลกลางออกแบบเกียร์เป็นปุ่มกด หรือ Shift By Wire ผู้ขับขี่สามารถเลือกเปลี่ยนเกียร์ได้ตามต้องการ นอกจากนี้ยังมีเบรกมือไฟฟ้าพร้อมระบบ Auto Hold ช่วยหยุดรถในการจราจรติดขัด ข้างๆมีแท่นชาร์จ Smartphone แบบ Wireless Charging

IONIQ_0021

 

 

ถัดขึ้นมาติดตั้งหน้าจอสัมผัสขนาด 5 นิ้ว ที่แสดงฟังก์ชั่นต่างๆ อาทิ วิทยุ, เชื่อมต่อบลูทูธ และช่องต่อ USB กับ AUX ส่วนหน้าปัดแสดงผลบริเวณคนขับขนาด 7 นิ้ว จะแสดงข้อมูลพื้นฐานอย่าง ระยะทางที่วิ่งได้ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง, ระดับพลังงานของแบตเตอรี่ นอกจากนี้ผู้ขับขี่ยังสามารถเลือกดูอื่นๆโดยควบคุมบนพวงมาลัย นอกจากนี้ ที่หน้าปัดสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการแสดงผลได้ ตามรูปแบบการขับขี่ โดยผู้ขับขี่ สามารถปรับเปลี่ยนตามรูปแบบการขับขี่ผ่านปุ่ม Mode Drive ตรงบริเวณคอนโซลกลางมีให้เลือกการแบบ ได้แก่ Eco, Normal และ Sport 

 

IONIQ_0029

หน้าปัดในโหมด Eco

  • โหมด Eco แสดงความเร็วในแบบอนาล็อก เช่นเดียวกับรถยนต์ปกติ และแถบสีเขียวบนตัวเลขความเร็ว และมีไฟแสดงสถานะโหมด Eco สีเขียว
  • โหมด Normal ยังคงแสดงความเร็วแบบอนาล็อกแถบสีแดง แถบสีเขียวในโหมด Eco จะถูกเปลี่ยนเป็นสีเทา ไม่มีไฟแสดงโหมด Normal
  • โหมด Sport หน้าปัดที่แสดงตัวเลขความเร็ว จะถูกเปลี่ยนเป็นเกจ์แสดงสถานะของการขับเคลื่อนรถ 0-100% ในรูปแบบอนาล็อกพร้อมแถบสีแดง ตรงกลางจะแสดงความเร็วแบบเลขดิจิตอล

ส่วนของระบบปรับอากาศแยกส่วนแบบ Dual Zone แยกอิสระสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร สามารถลดการใช้พลังงานที่ที่ไม่จำเป็นด้วยปุ่ม “Driver Only” ที่บริเวณแผงควบคุมเครื่องปรับอากาศช่วยลดภาระการทำงานของปรับอากาศ ซึึ่งช่วยประหยัดพลังงานอีกด้วย

IONIQ_0019

ขุมพลังสำคัญที่ขับเคลื่อน Hyundai Ioniq Electric จะขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าชนิดซิงโครนัสแม่เหล็กถาวรที่ให้พละกำลังสูงถึง 120 แรงม้า (88 Kw) กับแรงบิดสูงสุด 295 นิวตันเมตร (ในโหมด Sport) และ 265 นิวตันเมตร (ในโหมด Normal) ส่งกำลังผ่านเกียร์แบบ Single Speed ที่เลือกตำแหน่งเกียร์ผ่านปุ่มกดตรงคอนโซลกลาง ส่วนแบตเตอรี่ที่ทำหน้าที่จัดเก็บพลังงานในการขับเคลื่อนใช้แบตแบบลิเธียม-ไอออน โพลิเมอร์ เหตุผลที่ฮุนไดเลือกแบตฯแบบดังกล่าวแทนที่จะเป็นแบตแบบนิกเกิล เมทัล โฮดราย ก็เพราะแบตแบบลิเธียม-ไอออน โพลิเมอร์ประสิทธิภาพในการชาร์จที่ดีกว่าและมีหน่วยความจำรอบการชาร์จไฟที่น้อยกว่า ส่วนแบตฯที่บรรจุอยู่ในฮุนได ไอออนิคเป็นแบตฯขนาด 28 kWH สามารถเดินทางได้ไกลถึง 280 กิโลเมตร ส่วนการชาร์จไฟแบบปกติจะใช้เวลา 4 ชั่วโมง 25 นาที ส่วนการชาร์จแบบ Quick Charge จะอยู่ที่ 23-30 นาที ซึ่งจะบรรจะไฟได้มาถึง 80% แบตเตอรี่จะถูกติดตั้งอยู่ที่นั่งของผู้โดยสารตอนหลัง

IONIQ_0041

เมื่อทำความรู้จักกับ Hyundai Ioniq เป็นที่เรียบร้อย เส้นทางการขับขี่ในครั้งนี้จะออกจากเมืองทองธานีขึ้นทางด่วนเพื่อมุ่งหน้าสู่ด่านบางพูน ปทุมธานี ความรู้สึกแรกหลังจากขึ้นไปขับแทบไม่มีความแตกต่างจากรถยนต์ทั่วไปแต่อย่างใด สิ่งที่ต่างกันคือเสียงเครืี่องยนต์ถูกตัดออกไปเท่านั้นเองครับ เบาะนั่งออกแบบเน้นสะดวกสบายไม่โอบรัดจนเกินไปเพราะตัวรถ Ioniq ยังเป็นรถที่เน้นใช้งานในเมืองเป็นหลัก ปรับท่านั่งด้วยไฟฟ้า เลื่อนเข้า-ออกอัตโนมัติทำให้เข้า-ออกรถได้ง่าย พวงมาลัยขนาดพอดีมือ พร้อมกับการติดปุ่มต่างๆ อาทิปุ่มคควบคุมเครื่องเสียงและปุ่มแสดงข้อมูลบนหน้าปัดหลังพวงมาลัยมีก้านที่มีไว้สำหรับการควบคุมระบบชาร์จกลับมี 3 ระดับด้วยกัน กลับเข้าสู่การขับขี่เริ่มต้นในโหมด Normal ช่วงความเร็วต่ำพวงมาลัยคอนโทรลอย่างคล่องตัว ทำให้การขับขี่ในเมืองไม่ต้องออกแรงมากนักอัตราเร่งทันอกทันใจ เพราะจุดเด่นของรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าคือการไม่ต้องรอรอบแรงบิดมาทันทีที่กดคันเร่ง

IONIQ_0043

ซึ่งต่างจากรถที่ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ CVT อย่างสิ้นเชิง จากนั้นลองโหมด Sport กับการปลดปล่อยแรงบิด 295 นิวตันเมตร อาศันจังหวะที่ถนนว่างกดคันเร่งสามารถพาตัวรถที่สู่ความเร็ว 170 กม./ชม. อย่างไม่ยากเย็นและยังสามารถไปได้อีก โหมดควบคุมความเร็ว Smart Cruise Control ที่ล็อกความเร็วและเพิ่มลดความเร็วในขณะที่มีรถอยู่ด้านหน้า สามารถปรับระยะห่างของรถคันข้างหน้าได้ตั้งแต่ 10-25 เมตร หากรถคันข้างหน้าหยุดกระทันหันตัวรถจะชะลอความเร็วจนหยุดนิ่งอย่างนิ่มนวล จากนั้น 2 วินาที ตัวรถถามผู้ขับขี่ว่าจะหยุดหรือไปต่อ ด้านระบบชาร์จกลับของรถรถยนต์ไฟฟ้าของฮุนไดจะทำได้ 2 ทางคือ  1 ช่วงที่กดเบรคระบบจะชาร์จกลับอัตโนมัติ และ เลือกชาร์จกลับขณะที่ยกเท้าออกจากคันเร่ง อาการชาร์จกลับจะมีอาการเหมืิอน Engine Brake มีแรงดึงของเครื่องยนต์นั่นเองครับ นอกจากนี้ยังลูกค้าต่างประเทศเคยทดลองเดินทางทำได้ไกลกว่า 300 กม. ช่วงล่างของ Ioniq เป็นช่วงล่างที่เซ็ทลงตัวไม่นุ่มไม่แข็ง ออกแนวกลางๆ ระบบเบรคไว้ใจได้ อาจจะต้องปรับตัวใหม่เพราะแทบไม่มีระยะฟรีเลยกดปุ๊บเบรคจับทันที

IONIQ_0048

GT-R Comment : หลังจากการลองขับ Hyundai Ioniq ช่วงสั้นๆ สิ่งที่ประทับใจคืออัตราเร่งที่สามารถขับได้กับรถยนต์ทั่วไปช่วงล่างเก็บรายละเอียดดีไม่มีสะเทือนถึงคนขับ ระบบเบรกกดปุ๊บจับปั๊บ เรื่องของระยะการรับประกันเป็นอีกเรื่องหลายคนกังวล ในตัวของ Ioniq รับประกัน 8 ปีทีสำคัญแบตเตอรี่สามารถเปลี่ยนแยกเซลได้เพราะเซลของแบตจ่ายไฟในจุดที่ต่างกัน ส่วนการเข้าศูนย์บริการก็ใช้กันจนเกือบลืมเพราะระยะแรกที่เข้าเช็คอยู่ที่ 15,000 กม. ค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 520 บาท ระยะต่อมาที่ 30,000 กม. ค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 2,061 บาท รวมๆแล้ว ออกจากศูนย์จนถึง 120,000 คุณจะเสียค่าบริการเพียง 12,452 บาท เท่านั้น เพราะตัวรถไม่ได้ใช้เครื่องยนต์จึงไม่จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนของเหลวในเครื่องรวมไปถึงไม่ต้องเช็คสายพานราวลิ้น ไม่ต้องตั้งวาล์ว จึงเซฟเงินในกระเป๋ากันสุด หากใครที่กำลังมองหารถไฟฟ้าสักคัน Hyundai Ioniq เป็นอีก 1 ตัวเลือกที่น่าสนใจกับราคา 1,749,000 บาท เท่านั้น  

ขอขอบคุณ บริษัท ฮุนได มอเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด ที่เชิญมาร่วมลองขับรถยนต์ Hyundai Ioniq ในครั้งนี้ครับ

Image Gallery

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติ HTML เหล่านี้ได้: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>