MG5 BE PROGRESSIVE คอมแพ็คคาร์กับเทคโนโลยีที่เหนือชั้น ล้ำสุดในกลุ่ม

MG5_01
MG แบรนด์นี้ได้ทำการลุยตลาดรถยนต์นั่งในบ้านเรามาครบหนึ่งปีแล้ว ซึ่งล่าสุดได้ทำการเปิดตัว NEW MG5 ไปได้สักระยะนึงแล้ว และเดินสายทำ Road Show อย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นน้องใหม่ในวงการ เลยต้องขยันทำการบ้านเร่งมือตามเพื่อนร่วมตลาดกันหน่อย ในการเดินทางครั้งนี้ทีมงานได้ทดสอบขับ NEW MG5 บนเส้นทางการทดสอบระหว่างจังหวัดสุราษฏร์ธานี – จังหวัดภูเก็ต – จังหวัดสุราษฏร์ธานี รวมระยะทางประมาณ 250 กิโลเมตร ด้วยเส้นทางการขับขี่ที่หลากหลาย สื่อมวลชนจึงมีโอกาสได้ทดสอบสมรรถนะของ NEW MG5 ที่ ได้รับการพัฒนาเพื่อตอบสนองการขับขี่ทุกรูปแบบ ทั้งความคล่องตัวผ่านการจราจรในเมือง อัตราเร่งที่ทันใจบนถนนหลวงนอกเมือง และการควบคุมที่เชื่อมั่นได้บนเส้นทางคดเคี้ยวและขึ้นลงเนินเขาสูงชัน

MG5_14

NEW MG5 ได้รับการออกแบบด้วยแนวคิดบริท ไดนามิก (Brit Dynamic) ที่ชูเอกลักษณ์ของ เอ็มจี ที่โดดเด่นทั้งในด้านการออกแบบ สมรรถนะ การควบคุม และความปลอดภัย พร้อมระบบสื่อสารอัจฉริยะ inkaNet (อินคาเน็ต) ที่ผสมผสานกันอย่างลงตัวเพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าคนรุ่นใหม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งรูปลักษณ์ภายนอกของ NEW MG5 สะดุดตาด้วยเส้นสายที่เฉียบคมแนวสปอร์ตภายใต้แนวคิด คูเป้ ดีไซน์ (Coupe Design) มิติตัวถังแบบ 4 ประตูที่เน้นความปราดเปรียว ฝากระโปรงหน้ามีสันขอบรูปทรง V-Shape ที่ ชัดเจนซึ่งสอดรับอย่างลงตัวกับกรอบไฟหน้าแบบโปรเจ็คเตอร์ที่มีความสวยงาม ทั้งในเวลากลางวันและเพิ่มทัศนะวิสัยยามค่ำคืน ดึงดูดทุกสายตาและเพิ่มความปลอดภัยอีกขั้นด้วยไฟส่องสว่างขณะขับขี่กลางวัน หรือ Daytime Running Lights (DRL) ไฟท้ายดีไซน์แบบยาวที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ MG ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานั้นจะเห็นได้ว่า MG5 ค่อนข้างจะได้เปรียบคู่แข่งอยู่หลายช่วงตัวโดยมีขนาดตัวถังใหญ่กว่ารถ C-Segment อยู่หลายรุ่นที่ขายในบ้านเราด้วยซ้ำ ซึ่งจริงๆ แล้วคู่แข่งตรงกลุ่มคือ B-Segment นั่นเอง โดยมีขนาดความยาว 4,612 มม. ความกว้าง 1,804 มม. ความสูง 1,488 มม. ระยะช่วงล้อ 2,650 มม. ใครที่ชอบรถนั่งสบายๆ ในราคากลุ่มนี้ก็โดนใจกันไปได้เลยกับคันนี้ ส่วนชุดล้อในรุ่นธรรมดาเป็นแบบล้อขอบ 15 นิ้วพร้อมยาง 195/65R15 และส่วนรุ่นเทอร์โบจะเป็นล้อขอบ 16 นิ้ว พร้อมยาง 205/55R16 และมีความจุของถังน้ำมันเชื้อเพลิง 55 ลิตร

Interior beige color02

ภายในห้องโดยสารของ NEW MG5 ได้รับการพัฒนาให้มีขนาดใหญ่เทียบเท่ารถคอมแพ็คคาร์ ซึ่งมีความกว้างขวางและสะดวกสบายเพื่อผู้โดยสารทุกที่นั่งตลอดการเดินทางจริงๆ ผมยอมรับว่าเป็นรถในกลุ่มเล็กที่นั่งสบายมากทีเดียว โดยเบาะที่นั่งจะหุ้มหนังโอบกระชับลำตัว ทำให้เวลาขับขี่รู้สปอร์ตและมั่นใจมากยิ่งขึ้น พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น แผงคอนโซลหน้าและหน้าปัดดีไซน์สปอร์ต พร้อมหน้าจอแสดงผลอัจฉริยะ สะดวกยิ่งขึ้นด้วยระบบเครื่องเสียงและหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว ที่แสดงผลระบบนำทาง และภาพจากกล้องมองหลัง ช่อง AUX และ USB ตลอดจนการเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือผ่านบลูทูธที่ช่วยทำให้เราง่ายขึ้นในการติดต่อสื่อสารกับรถหรือโทรศัพท์ เรื่องของห้องโดยสารมันมองได้สองมุมมอง ซึ่งมุมมองแรกหลายๆคนที่ไปเทสร่วมกันก็บอกว่ามีการออกแบบที่ไม่ค่อยทันสมัยเท่าไหร่ เพราะคู่แข่งมีการออกแบบที่ล้ำสมัยกว่าเยอะมากๆ โดยเฉพาะชุดคอนโซลด้านหน้า แต่ถ้าลองมองดูดีดี จะเห็นว่าอุปกรณ์ที่ให้มาก็ครบครันการใช้งานดี เพียงแต่ขาดการแต่งหน้าทาปากเท่านั้นเอง แต่บางอย่างก็ถือว่าให้น้อยไปหน่อยเช่น ช่องเสียบ USB หรือช่องต่อไฟ AC ซึ่งการใช้งานของคนสมัยนี้ ส่วนใหญ่ก็ใช้งานมากกว่าหนึ่งช่องแล้ว แต่สิ่งที่ชอบมากๆ ในตัวท๊อป นั่นคือซันรูฟที่สามารถเลื่อนเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้าให้มาทำให้ความเป็นสปอร์ตนั้นดูเต็มตัวมากยิ่งขึ้นแต่ก็มีจุดเด่นตรงที่ความกว้างที่มากถึง 1,805 มม. และความสูง 1,486 มม. ฉะนั้นจะหมดปัญหาเรื่องเฮดรูม สำหรับคนที่ตัวสูงๆ

Turbo TCI-TECH 01 VTi-TECH 01

ในส่วนของเครื่องยนต์ ผมได้ทำการทดสอบทั้งสองแบบ โดยช่วงแรกนั้นได้ขับตัวธรรมดาที่เป็นแบบไม่มีเทอร์โบ ซึ่งจะเป็นเครื่องยนต์เบนซิน VCT 1.5ลิตร ให้กำลังสูงสุด 106แรงม้าที่ 6000 รอบนาที และแรงบิดสูงสุด 135 นิวตันเมตรที่ 4500 รอบนาที ซึ่งเครื่องยนต์ตัวนี้มองเผินๆ อาจจะไม่คู่ควรกับรูปร่างที่ใหญ่ของเจ้า MG5 ไปด้วยซ้ำ แต่พอได้ขับจริงก็นับว่าพอไปไหว ถึงแม้อาจจะไม่ถูกใจใครหลายๆ คน เพราะเรื่องอัตราเร่งและตอบสนองเท้านั้น ไม่ค่อยดีเท่าที่ควรเท่าไหร่ ถ้าเปรียบกับ 1500 ซีซี ในแจ๊ส หรือ ซิตี้ นั้น อาจจะคล่องตัวกว่าพอควรเลยล่ะ แต่สิ่งที่ต้องชมให้กับเครื่องยนต์ใน MG5 นี้ ทั้งสองตัว ก็เห็นระเป็นระบบเกียร์ใหม่ ที่ทำงานได้คล่องและไวมาก การตอบสนองต่อเครื่องยนต์ได้ดีและไม่มีอาการสะดุดให้เสียอารมณ์ ตรงนี้ถือว่าเป็นจุดเด่นอีกอย่างในส่วนของเครื่องยนต์ของ MG5 แต่พอเปลี่ยนมาขับตัวเครื่องยนต์เทอร์โบกลับมีความรู้สึกที่เปลี่ยนไปทันที พูดถึงเรื่องอัตราเร่งที่คล่องตัวมากๆ ขับแล้วคิดว่าเหมาะกับตัวเอง ตอบสนองการเร่งแซง รู้สึกมีกำลังตลอดที่เหยียบคันเร่ง ถึงแม้ว่าจะเป็นเทอร์โบแบบเบาๆ แต่ก็ขับสนุก ซึ่งจากที่ได้คุยกับนักทดสอบในทริปหลายคนก็ชอบตัวเทอร์โบกันมากมาย
โดยตามสเปคจะเป็นเครื่องเบนซิน Turbo 1.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 129 แรงม้า ที่5500 รอบนาที และแรงบิดสูงสุด 210 นิวตันเมตร ในรอบต่ำช่วง 2000-4400 รอบนาที จะเห็นได้ว่ากำลังสามารถเรียกมาได้ตั้งแต่รอบเครื่องที่ 2000 รอบ เท่านั้นเอง ซึ่งเทอร์โบจะช่วยในเรื่องการทำงานของเครื่องยนต์ในรอบต้นๆ เลยทำให้ขับสนุกตลอดเวลา ซึ่งทั้ง 2 เครื่องยนต์นี้ สามารถรองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 ได้ด้วย

Rolling Shot18
อีกเรื่องที่ควรจะต้องชม MG5 คันนี้ นั่นก็คือเรื่องของช่วงล่าง การเกาะถนนในช่วงทางตรง ถือว่าใช้ได้ดีมาก และในเส้นทางของทางคดเคี้ยวหรือโค้งหนักๆ การทรงตัวในช่วงโค้งที่มาพร้อมกับความเร็วรถ ค่อนข้างมั่นใจตัวรถไม่มีอาการสะบัดหรือมีอาการท้ายออกแต่อย่างใด พวงมาลัยแม่นยำระดับหนึ่งในโค้งและทางตรง แต่ถ้าถามผม คงอยากให้พวงมาลัยมาน้ำหนักกว่านี้สักนิดหน่อย จะขับและคำนวณการหมุนพวงมาลัยได้คล่องกว่านี้ ซึ่งจะมีระบบกันสะเทือนหน้าแบบ Ultra –Rigid MacPherson Strut ส่วนตัวหลังแบบ H- Type torsion Beam พร้อมคานขวางแบบ U- Shape ที่เกาะถนนดีเยี่ยม มั่นใจในทุกโค้ง และมีระบบดิสก์เบรก 4 ล้อ พร้อมระบบ LDC (low Dragging Calipers) ตอบสนองทุกการสั่งการอย่างเฉียบคม

MG5_19
และสำหรับเรื่อง Safety ความปลอดภัยนั้นเหนือระดับตามแนวคิด บริท ไดนามิก (Brit Dynamic) New MG 5 มาพร้อมกับเทคโนโลยีความปลอดภัยมากมายที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ เพิ่มความมั่นใจในทุกเส้นทาง
• ระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน (HAS – Hill Start System)
• ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล(TCS – Traction Control System )
• ระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรกฉุกเฉิน(ABS – Anti – lock Braking System)
• ระบบช่วยกระจายแรงเบรก( EBD – Electronic Brake Force Distribution)
• ระบบป้องการลื่นไถลเมื่อเกียร์ลดต่ำอย่างฉับพลัน(MSR – Motor control Slide Retainer)
• ระบบครบคุมการเบรกขณะเข้าโค้ง(CBC – Curve Brake Control)
• ระบบตรวจสอบความผิดปกติของลมยาง(ITPMS – Indirect Tire Pressure Monitor System)
• ระบบเสริมแรงเบรกอิเล็กทรอนิกส์(EBA – Electronic Brake Assist)

MG5_18
สรุปสั้นๆ ได้ใจความคือ MG5 เป็นรถที่ได้เปรียบชาวบ้านเค้าในเรื่องของรูปร่างและความกว้างขวางของตัวถังและห้องโดยสาร แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความสวยงามในห้องโดยสารและความล้ำสมัย ซึ่งอาจจะยังสู้ค่ายอื่นไม่ได้ แต่ถามว่าครบมั๊ย ? จะตอบว่าครบแต่ก็ยังให้อุปกรณ์ในรถน้อยไปนิดหน่อย ระบบ “inkaNet” สุดล้ำ แต่ก็ยังไม่เป็นที่เข้าใจลึกๆ ถ้าไม่ได้เป็นเจ้าของรถตัวจริง ถ้าถามเรื่องขับขี่ ตอบตรงๆ ว่าขับดี และดีกว่าในรถกลุ่มเดียวกันด้วยซ้ำไป เครื่องยนต์ตัวเทอร์โบขับสนุกมากๆ แต่เครื่องยนต์ตัวธรรมดากลับเฉยๆ ส่วนอัตราเร่งหรือการประหยัดน้ำมันเอาไว้เอามาทดสอบเดี่ยวๆ จะให้รายละเอียดอีกที เรื่องช่วงล่างนับว่าเป็นอีกจุดเด่นที่ไม่ควรมองข้าม ถ้าไม่คิดไปเองตัวเทอร์โบช่วงล่างจะมั่นใจกว่า เบรกดีกว่า ทรงตัวดีกว่า ตัวเครื่องยนต์ธรรมดา
แต่จุดอ่อนของ MG5 คือ แบรนด์ของ MG เอง ที่ต้องต่อสู้กับตัวเองและเพื่อนร่วมตลาดอีกระยะใหญ่ๆ เรื่องศูนย์บริการ และ การดูแลหลังการขาย และปรับทัศนะคติกับผู้บริโภคให้ตรงกับสิ่งที่ MG ต้องการจะขายออกไป รับรองว่า ไปได้ในตลาดเมืองไทยได้ไม่ยากเท่าไหร่…

Rolling Shot26
ทั้งนี้ NEW MG5 ประกอบด้วย 4 รุ่นย่อยและราคา ดังนี้
NEW MG5 1.5 ลิตร รุ่น D 649,000 บาท
NEW MG5 1.5 ลิตร รุ่น X Sunroof 699,000 บาท
NEW MG5 TURBO 1.5 ลิตร รุ่น D 719,000 บาท
NEW MG5 TURBO 1.5 ลิตร รุ่น X Sunroof 759,000 บาท

 

IMAGE GALLERY

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติ HTML เหล่านี้ได้: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>